ของดีหอประวัติ


ปรับปรุงล่าสุด วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 07:21:00

9.jpg
ระเกี้ย
               พระเกี้ยวองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างพระเกี้ยวองค์นี้ ซี่งจำลองจากพระเกี้ยวองค์จริงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นพิจิตรเรขา (สัญลักษณ์ประจำรัชกาล) ประจำพระองค์ มหาวิทยาลัยได้ขอความร่วมมือ ให้ช่างสิบหมู่กรมศิลปากรสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเจิมและทรงพระสุหร่ายพระเกี้ยวองค์นี้ แล้วพระราชทานแก่มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2532 ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยฉบับเก่าแก่ที่สุดของหอประวัติจุฬาฯ



object_t02[1].jpg

หนังสือพิมพ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

              เดิมชื่อว่าหนังสือพิมพ์โรงเรียนข้าราชการพลเรือนจัดพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2457 และเมื่อมีการประกาศประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2459 นั้นก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย โดยได้เริ่มตีพิมพ์เป็นฉบับแบบแรก เมื่อ พ.ศ. 2466 เนื้อหาภายในเล่มประกอบด้วยบทความของคณาจารย์ นิสิต ข่าวมหาวิทยาลัยซึ่งมีคอลัมน์หลายประเภท และเป็นที่นิยมในการอ้างอิงประกอบการเขียนเรื่องเกี่ยวกับแวดวงการศึกษา และวงการต่างๆ เนื่องจากผู้เขียนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และวัยวุฒิ หนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย ฉบับเก่าที่สุดที่มีในหอประวัติจุฬาฯ คือ หนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 13 ฉบับที่ 7 อนุสสรณียแห่งปีที่ 13 ออกเป็นที่ระลึกในงานตั้งปริญญาวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พุทธศักราช 2478 จัดทำโดยสโมสรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบัน คือองค์การบริหารสโมสรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) มีนายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เป็นบรรณาธิการ กำหนดออกรายเดือน คือ เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม แล้วหยุดไปออกฉบับสิ้นปีในเดือนมีนาคม รวมทั้งปีมีออกหนังสือ 7 ตอน (เล่ม) ผู้ที่เป็นสมาชิกจะเสียค่าบำรุงปีละ 3 บาท ภายในเล่มประกอบด้วยบทความของนักเขียนสำคัญๆ ได้แก่ "ธัมมาลัย" ของ ว.ธ.ป., "คณะเกษตรวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย" ของครูเทพ, เตือนหนุ่ม" ของเสฐียรโกเศศ แลนาคะประทีป, "ชีวิตในมหาวิทยาลัย" ของ ป. โรจนบุรานนท์, "สันนิบาตชาต" ของ ส. เสฐียรโกเศศ, "หูไม่ดี" ของนายตำรวจ ณ เมืองใต้, "สุดทาง" ของสัตยธรรม, "1/500?" ของดอกไม้สด, "ไม่เข้าใจ" ของ พ. เนตรรังษี, "บรรยเวกษก์ บรรยาย" ของบรรยเวกษก์, "พระขันธกุมาร" ของทรงวาด, "สยามกับความต้องการในปัจจุบัน" ของบุญล้อม เลิศเฮง และ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร, "หลวงประดิษฐ์" ของสมจิตต์ ศึกษมัต, "เทวี" ของนวนาค, "สุขกับทุกข์" ของทวี ทองจันทร์

object_t03[1].jpg
ฉลองพระองค์ครุยพระบรมราชูปถัมภก
[ สวัสดิ์ จงกล ]

          ครุยเป็นเสื้อคลุมประดับเกียรติยศสวมทับบนเครื่องแบบเต็มยศตามหน้าที่ในพระราชพิธี ซึ่งมีหมายรับสั่งให้สวมครุย ครุยมีสามแบบคือ ครุยพระราชวงศ์ ครุยเสนามาตย์ และครุยตำแหน่ง
          ครุยพระราชวงศ์ เป็นฉลองพระองค์ครุยสำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ สำหรับฉลองพระองค์ครุยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นเรียกกันว่าฉลองพระองค์บรมราชภูษิตาภรณ์
          ครุยเสนามาตย์ ตามความในมาตรา ๕ ของพระราชกำหนดเสื้อครุย (เพิ่มเติม) พุทธศักราช ๒๔๕๗ มีความว่า ผู้ซึ่งจะสวมครุยได้โดยบรรดาศักดิ์นั้นคือ ผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราช อิสริยาภรณ์ชั้นสูงนับตั้งแต่ชั้นทุติยจุลจอมเกล้า หรือจุลวราภรณ์ หรือจุลสุราภรณ์ขึ้นไป นอกจากนั้นในมาตรา ๖ ของพระราชกำหนดฉบับเดียวกันได้กำหนดว่าผู้ที่จะสวมเสื้อ ครุยตำแหน่ง นั้นคือ (ก) ผู้พิพากษาทุกชั้นให้สวมเสื้อครุยในเวลาแต่งเต็มยศทุกเมื่อ (ข) พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้อ่านประกาศหรืออ่านคำถวายชัยมงคลในชั่วเวลาเฉพาะกาล และ (ค) ข้าราชการเข้าในหน้าที่พระราชพิธีอันมีกำหนดให้สวมเสื้อครุย เสื้อครุยเสนามาตย์มี ๓ ชั้นคือ ชั้นเอก ชั้นโท และชั้นตรี ได้มีการกำหนดไว้แน่นอนว่าตำแหน่งและยศใดมีสิทธิ์สวมเสื้อครุยชั้นใด
           นอกเหนือจากครุยที่ใช้สวมในพระราชพิธีแล้ว ยังมีครุยอีกสามสถาบัน ได้แก่ (๑) ครุยอาจารย์และครุยครูของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง (โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแก่ผู้ตรวจการพิเศษ กรรมการ อาจารย์ และครูของโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ต่อมาได้พระราชทานแก่โรงเรียนที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์อีก ๓ แห่ง (โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ โรงเรียนราชวิทยาลัย โรงเรียนพรานหลวง) (๒) ครุยเนติบัณฑิต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่สมาชิกเนติบัณฑิตยสภา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ (๓) ครุยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓ ครุยของสามสถาบันนี้นอกเหนือจากครุยของโรงเรียนวชิราวุธฯ ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แล้วได้มีพระราชกำหนดว่าด้วยครุยของทั้งเนติบัณฑิตยสภา และของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
         พระราชกำหนดเสื้อครุยบัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๔๗๓ กำหนดให้มีครุยสองแบบคือ ครุยบัณฑิต กับครุยบัณฑิตพิเศษ ครุยบัณฑิต มีสามชั้นคือ บัณฑิตชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรี ซึ่งตรงกับดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต และบัณฑิตในปัจจุบัน ส่วน ครุยบัณฑิตพิเศษ เป็นฉลองพระองค์ครุยสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงเป็นพระบรมราชูปถัมภกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในวโรกาสที่เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกของไทยที่ตึกบัญชาการ (ตึก ๑ คณะอักษรศาสตร์เดิม ในปัจจุบันเรียกอาคารมหาจุฬาลงกรณ์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๓
          ฉลองพระองค์ครุยพระบรมราชูปถัมภกนั้น โรงเรียนวชิราวุธฯ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวดังกล่าวแล้วข้างต้น และจะถวายเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลังพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกแล้วเท่านั้น ดังนั้นโรงเรียนวชิราวุธฯ จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุยพระบรมราชูปถัมภกแด่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลนั้นยังไม่ได้ทรงรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โรงเรียนจึงยังมิได้ทูลเกล้าฯ ถวาย
          โดยนัยของพระราชนิยมและพระราชปฏิบัติซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแสดงและพระราชทานแก่โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์นั้น จะทรงฉลองพระองค์ครุยพระบรมราชูปถัมภกในงานของโรงเรียนวชิราวุธฯ และโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ทุกงานไม่ว่าจะเป็นงานพระราชทานประกาศนียบัตรแก่นักเรียน งานแข่งขันกรีฑา งานแสดงละคร ในงานดังกล่าวจะโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชบริพาร ผู้ตรวจการ กรรมการ อาจารย์ และครูทรงสวมฉลองพระองค์ครุยและสวมครุยด้วย พระราชนิยมและพระราชปฏิบัตินี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงในงานเสด็จพระราชดำเนินวางศิลาพระฤกษ์ตึกบัญชาการของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ เมื่อวันจันทร์ที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๘ ในครั้งนั้นได้ทรงฉลองพระองค์ครุยเนติบัณฑิต ส่วนพระราชวงศ์ ข้าราชบริพาร ข้าราชการจะทรงฉลองพระองค์ครุยหรือสวมครุยเนติบัณฑิต หรือครุยอาจารย์ของโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์
          จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทูลเกล้าฯ ถวายเข็มบัณฑิตพิเศษของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ในฐานะพระบรมราชูปถัมภกแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาพระฤกษ์ตึกบัญชาการ เมื่อวันจันทร์ที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๘ ในครั้งนั้นได้พระราชทานพระราชดำรัสตอบว่า
          "เรามีความขอบใจที่ให้เข็มบัณฑิตทั้ง ๓ พแนกแก่เรา เรามีความยินดีไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรเราจะตั้งใจอุปถัมภ์ให้กิจการได้เปนไปสำเร็จตามความมุ่งหมายและความพยายามของกรรมการ"
          จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ถวายฉลองพระองค์ครุยพระบรมราชูปถัมภกแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรเวชชบัณฑิต (แพทยศาสตรบัณฑิตในปัจจุบัน) แก่นิสิตคณะแพทยศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ ต่อมามหาวิทยาลัยได้ถวายฉลองพระองค์ครุยพระบรมราชูปถัมภกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อเสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๓
          จะเห็นได้ว่าเนื้อหาที่มีในหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยฉบับนี้ มีคุณค่าในการค้นคว้าทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภาษาและวรรณคดี พุทธศาสนา และวิถีชีวิตในสังคมอดีต จึงนับเป็นแหล่งค้นคว้าแหล่งหนึ่งที่ควรให้ความสนใจ

 

 
 
 

ประวัติความเป็นมา


บริการ


ข้อมูลอื่น ๆ

ประวัติจุฬาฯ


ข้อมูลจุฬาฯ ที่น่าสนใจ