๑๑๒ ปีพระราชทานกำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


แสดงเมื่อ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 13:07:20

๑๑๒ ปีพระราชทานกำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พระราชทานกำเนิดให้เป็นสถาบันวิชาชีพชั้นสูง

          สืบเนื่องจากทรงปฏิรูประบบบริหารของสยามประเทศ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ ความต้องการบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถเข้ารับราชการจึงมีมากทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ แหล่งฝึกฝนอบรมเยาวชนให้เข้ารับราชการคือ กรมมหาดเล็ก การฝึกอบรมในกรมมหาดเล็กเป็นแบบดั้งเดิม จึงมีผู้สำเร็จการศึกษาน้อย  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ        ให้ประกาศพระบรมราชโองการเปลี่ยนแปลงกรมมหาดเล็ก ร.ศ. ๑๑๖ เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ร.ศ.๑๑๖ หรือ พ.ศ. ๒๔๔๑  ในประกาศพระบรมราชโองการนี้มีความสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งคือ การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารของกรมมหาดเล็ก  ส่วนหนึ่งของการบริหารคือ กำหนดให้กรมนี้จัดการศึกษาสำหรับกุลบุตรที่จะเข้ารับราชการ 

            พ.ศ. ๒๔๔๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนขึ้นที่ตึกยาว ข้างประตูพิมานไชยศรี ในพระบรมมหาราชวัง มีพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์เป็นผู้อำนวยการและสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นนายกสภาจัดการสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน  เพื่อจัดการเรียนการสอนให้กุลบุตรเรียนวิชาสามัญและวิชาชีพชั้นสูงเกี่ยวกับการปกครองให้พร้อมที่จะออกไปปฏิบัติราชการในกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนแปลงจากระบบจตุสดมภ์คือ เวียง วัง คลัง นา เป็น ๑๒ กระทรวง

            ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๕ เนื่องจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง และคนทั่วไปเรียกชื่อสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนว่า “โรงเรียนเจ้าคุณวิสุทธ”พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนมหาดเล็กตามพระราชประสงค์เดิมที่จะให้นักเรียนสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนฝึกหัดเป็นมหาดเล็กก่อนรับการแต่งตั้งให้ไปรับราชการตามหน่วยงานของราชการ  นอกจากนั้นยังพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกชื่อผู้บริหารโรงเรียนเป็นผู้บังคับการโรงเรียนมหาดเล็ก มีพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์เป็นผู้บังคับการคนแรก  แม้กระนั้นทางราชการและคนทั่วไปก็ยังเรียกว่าผู้อำนวยการโรงเรียนมหาดเล็ก

สถาปนาเป็นสถาบันอุดมศึกษา

                ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ หลังจากเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยสิริราชสมบัติเพียง ๕๒ วัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กเป็นสถาบันอุดมศึกษาพระราชทานนามว่าโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดการศึกษาเป็น ๘ แผนกวิชา ใน ๕ โรงเรียน ใน ๕ วิทยาเขต ได้แก่ แผนกวิชาการปกครอง แผนกวิชาการทูต แผนกวิชาการพาณิชย์ แผนกวิชาการช่าง แผนกวิชาการแพทย์ แผนกวิชาฝึกหัดครู แผนกวิชากฎหมาย แผนกวิชากสิกรรม  ในการจัดการศึกษานั้นโรงเรียนรัฎฐประศาสนศาสตร์ (โรงเรียนมหาดเล็กเดิม) อยู่ที่พระบรมมหาราชวัง จัดการเรียนการสอนแผนกวิชาการปกครอง  แผนกวิชาการทูตและแผนกวิชาการพาณิชย์   โรงเรียนฝึกหัดครูฝั่งตะวันตกซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยา (สมเด็จฯ เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) ที่ธนบุรี จัดการเรียนการสอนแผนกวิชาฝึกหัดครู  โรงเรียนราชแพทยาลัยซึ่งตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช จัดการเรียนการสอนแผนกวิชาการแพทย์  โรงเรียนกฎหมายอยู่ที่ห้างแบดแมนเดิมตั้งอยู่ใกล้สะพานผ่านพิภพลีลา (ต่อมาเป็นกรมประชาสัมพันธ์)  จัดการเรียนการสอนแผนกวิชากฎหมาย  โรงเรียนยันตรศึกษาอยู่ที่วังวินด์เซอร์หรือวังใหม่ (วังของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สมเด็จพระปิตุลา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช) อยู่ที่ปทุมวัน จัดการเรียนการสอนแผนกวิชายันตรศึกษาและแผนกวิชาการกสิกรรม

          ที่ว่าเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ เป็นสถาบันอุดมศึกษานั้นก็เพราะมีข้อกำหนดไว้ในระเบียบการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ว่าด้วยการรับผู้เข้าเรียนเป็น ๒ กลุ่ม  กลุ่มแรกเรียกว่าศิษย์รับผู้ยังไม่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เรียนเพื่อรับประกาศนียบัตรของสำนัก  กลุ่มที่ ๒ เรียกนิสสิต(matriculated student)รับผู้จบการศึกษาประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายเรียนเพื่อสอบวิชาเป็นบัณฑิต (graduate) ของสำนัก

โปรดเกล้าฯ ประดิษฐานเป็นมหาวิทยาลัย

          เมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ นั้น  ทางราชการได้โอนให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปสังกัดกรมมหาวิทยาลัยในกระทรวงธรรมการ มีการจัดการเรียนการสอน ๔ คณะ ได้แก่ คณะรัฎฐประศาสนศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์  คณะวิศวกรรมศาสตร์ กับคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์  มีสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นองค์คณะบุคคลรับผิดชอบระดับนโยบายดังเช่นบุรพสถาบันทั้ง ๒ แห่งคือ โรงเรียนมหาดเล็ก และโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สถาบันอิสระขึ้นตรงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

            เมื่อเป็นสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน ผู้บริหารสูงสุดคือ ผู้อำนวยการสำนัก มีหัวหน้าหน่วยงานรองลงไปคือ หัวหน้ากองรับผิดชอบงานอีก ๓ หน่วย ได้แก่ งานบริหารทั่วไป งานบริหารการเรียนการสอนวิชาสามัญ กับงานบริหารการเรียนการสอนวิชาชีพ มีสภาจัดการสำนักฯ เป็นองค์คณะบุคคลมีหน้าที่กำหนดด้านการเรียนการสอน  การบริหารงบประมาณและการบริหารบุคคล  นอกจากควบคุมดูแลงานบริหารดังกล่าวแล้ว สภานี้ยังมีหน้าที่กลั่นกรองงานทั้งปวงแล้วนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงทราบหรือขอพระบรมราชวินิจฉัยหรือพระราชดำริ  รวมทั้งรับพระราชทานพระราชดำริมาพิจารณาแล้วสั่งการหรือมอบหมายให้ผู้บริหารคือผู้อำนวยการนำไปปฏิบัติ  เมื่อเป็นโรงเรียนมหาดเล็กผู้บริหารสูงสุดคือผู้บังคับการโรงเรียนมหาดเล็ก มีผู้บริหารระดับรองปฏิบัติการตามโครงสร้างบริหารเช่นเดียวกับสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนมีสภาจัดการโรงเรียนมหาดเล็กกำหนด ควบคุม และกำกับดูแลเช่นกัน  และมีสภาที่ปรึกษาทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ผู้บังคับการโรงเรียน

            เมื่อเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้บริหารสูงสุดคือผู้บัญชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ  ครั้งนั้นมีการจัดการเรียนการสอน ๘ สาขาวิชา ใน ๕ โรงเรียน ใน ๕ วิทยาเขตดังกล่าวข้างต้น  การบริหารงานระดับปฏิบัติการคือ       ผู้บัญชาการโรงเรียนรับผิดชอบ มีหัวหน้ากองรับผิดชอบงานบริหารทั่วไป การจัดการเรียนการสอน การจัดกิจการศิษย์และนิสสิต มีผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้บริหารทั่วไป ๕ โรงเรียนมีสภาจัดการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ รับผิดชอบดำเนินการเช่นเดียวกับโรงเรียนมหาดเล็ก มีคณะกรรมการ       ที่ปรึกษาซึ่งให้คำแนะนำทั้งด้านวิชาการ และการบริหาร ในด้านงบประมาณนั้นตลอดระยะเวลา ๑๗ ปีซึ่งเป็นสถาบันอิสระขึ้นตรงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นงบประมาณทั้งสิ้น  เป็นเงินจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของแต่ละรัชกาล

วิวัฒนาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (๒๔๔๑-ปัจจุบัน) อาจกล่าวอย่างสังเขปเป็น ๔ สมัยคือ (๑) การจัดการให้นิสิตเรียนและสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี (๒๔๔๑-๒๔๖๗)  (๒) การจัดการศึกษาให้มีการเรียนการสอนระดับปริญญาให้ครอบคลุมทั้งมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (๒๔๖๘-๒๕๐๔)   (๓) การพัฒนาการเรียนการสอน การวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา (๒๕๐๕-๒๕๒๔)  (๔) การพัฒนามหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ (๒๕๒๕-ปัจจุบัน)  ในช่วงเวลาดังกล่าวมีข้อมูลที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้

สมัยที่ ๑   การจัดการให้นิสิตเรียนและสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี  เนื่องจากในระยะแรกมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายน้อย  การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา จึงทำได้เพียงระดับประกาศนียบัตรใน ๔ คณะ ได้แก่ คณะรัฏฐประศาสนศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์  คณะวิศวกรรมศาสตร์ กับคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์  มีนิสิตทุกคณะรวม ๓๘๐ คน  ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๖๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสงขลานครินทร์เป็นผู้แทนพระองค์ติดต่อขอความร่วมมือจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์เพื่อให้สามารถจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรี  ใน พ.ศ. ๒๔๖๙ จึงเริ่มจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีที่คณะแพทยศาสตร์   ใน พ.ศ. ๒๔๗๑ มีนิสิตสำเร็จการศึกษาเป็นเวชชบัณฑิต (แพทยศาสตรบัณฑิตในปัจจุบัน) จำนวน ๑๘ คน  พ.ศ. ๒๔๗๒ มีผู้จบหลักสูตรอีก ๑๖ คน  มหาวิทยาลัยจึงจัดให้มีงานพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรกแห่งกรุงสยามในวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๓

            มีข้อน่าสังเกตว่ามีนิสิตคณะแพทยศาสตร์ ๑ คนที่เรียนต่อเมื่อจบหลักสูตรเวชชบัณฑิต และสำเร็จการศึกษาหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตสาขาแพทยศาสตร์เป็นคนแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓  ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๗๕, ๒๔๗๗, ๒๔๗๘ มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต ๑, ๑ และ ๒ คนตามลำดับ  ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๒-๒๔๗๘  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีผู้สำเร็จการศึกษาดุษฎีบัณฑิตถึง ๕ คน คณะแพทยศาสตร์จึงเป็นคณะที่มีความพร้อมที่จะเปิดการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษามากที่สุด

สมัยที่ ๒  การจัดการศึกษาให้มีการเรียนการสอนและการวิจัยระดับปริญญาตรีให้ครอบคลุมวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

การขยายการจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรีให้ครอบคลุมวิทยาการด้านต่าง ๆ นั้น เป็นไปตามกำลังงบประมาณและความพร้อมในการเตรียมบุคลากร สถานที่ หลักสูตร สื่อและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการศึกษาของนิสิตและการทำงานของคณาจารย์   อย่างไรก็ดีในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ได้มีการจัดการเรียนการสอนระดับปริญญาโทในคณะต่าง ๆ ทำให้มหาบัณฑิตคณะต่าง ๆ ดังนี้

พ.ศ. ๒๔๘๕  วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต

พ.ศ. ๒๔๘๗  อักษรศาสตรมหาบัณฑิต

พ.ศ. ๒๔๘๘  วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต

พ.ศ. ๒๕๐๒ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต เป็นต้น

สมัยที่ ๓  การพัฒนาการเรียนการสอน และการวิจัยในระดับบัณฑิตศึกษา

เมื่อคณะต่าง ๆ ได้จัดการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษามากขึ้น จึงได้ตั้งบัณฑิตวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ เพื่อส่งเสริมคุณภาพและปริมาณของนิสิตบัณฑิตศึกษา  นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยได้จัดตั้งสถาบันซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนและการวิจัยเฉพาะบางสาขา  รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์ซึ่งเน้นการวิจัยและการบริการด้านวิชาการ ๓ วิทยาลัย ๒ ศูนย์ ๑๑ สถาบัน              ๑ สำนัก   นอกจากนี้มีพัฒนาการที่สำคัญยิ่งคือใน พ.ศ. ๒๕๑๙ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งสำนักบริการวิชาการและสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเสนอบริการแก่สถานประกอบการและโรงงานอุตสาหกรรมนำผลการวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ อันเกิดจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยของคณาจารย์และนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  จึงกล่าวได้ว่าในช่วงเวลานี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำหน้าที่มหาวิทยาลัยวิจัยอย่างชัดเจน

สมัยที่ ๔  การพัฒนามหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการร่วมมือกับมหาวิทยาลัย องค์กรระหว่างประเทศมานานแล้ว  นับตั้งแต่ความร่วมมือกับมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์พัฒนามาตรฐานการเรียนการสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖  ใน พ.ศ. ๒๔๙๗ คณะวิศวกรรมศาสตร์ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Texasของสหรัฐอเมริกาพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์  ต่อมาได้ร่วมมือกับองค์การป้องกันเอเชียอาคเนย์ (SEATO) จัดตั้งวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ของ SEATOต่อมาวิทยาลัยนี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)ในปัจจุบัน  คณะวิทยาศาสตร์ได้ร่วมมือกับ UNESCO ของสหประชาชาติพัฒนาการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้นจนขณะนี้กลายเป็นสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ใน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้จัดตั้งสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (GIBA) หรือศศินทร์ในปัจจุบัน

สรุป

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระปฐมบรมราชูปถัมภกแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๑  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กเป็นสถาบันอุดมศึกษาเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ และประดิษฐานเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙  พระบรมราชูปถัมภกแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกพระองค์ได้ทรงพระกรุณาส่งเสริมจุฬาฯ อย่างดียิ่งเสมอมา  พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลก ได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ ในวาระครบ ๑๑๒ ปีพระราชทานกำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกคนทั่วประเทศ รวมทั้งที่อยู่ต่างประเทศจึงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบรมราชูปถัมภก ทุกพระองค์ และทุ่มเทสติปัญญาและทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเจริญรอยตามพระยุคลบาทของ             พระมหาราชของราชาทั้งปวงให้ก้าวหน้าสมกับเป็นมหาวิทยาลัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 
 
 

ประวัติความเป็นมา


บริการ


ข้อมูลอื่น ๆ

ประวัติจุฬาฯ


ข้อมูลจุฬาฯ ที่น่าสนใจ