พระเกี้ยวจุลมงกุฏ


แสดงเมื่อ วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 14:26:49

Img2004-03-12_071.JPG


พระเกี้ยว จุลมงกุฎ สิริมงคลสูงสุดของชาวจุฬาฯ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนามเดิมสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชชนนี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พุธศักราช 2396 เมื่อยังทรงพระเยาว์ทรงศึกษาอักษรสมัย ตามแบบโบราณราชประเพณีสำหรับราชกุมารจากสำนักพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุตรี และวิชาอื่น ๆ จากพระอาจารย์ที่รอบรู้เชี่ยวชาญ เช่น ทรงศึกษาภาษามคธกับหลวงราชาภิรมย์ การยิงปืนไฟจากพระยาอภัยศรเพลิง วิชามวยปล้ำและกระบี่กระบองจากหลวงมลโยธานุโยศ วิชาอัศวกรรมจากสมเด็จพระบรมราชชนกและหม่อมเจ้าสิงหนาทในกรมพระพิทักษ์เทเวศน์ วิชาคชกรรมจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ภาษาอังกฤษจากนางแอนนา เลียวโนเวนส์และหมอจันดเลย์ ส่วนวิชา รัฐประศาสนศาสตร์นั้น สมเด็จพระบรมราชชนกทรงสอนด้วยพระองค์เอง



เกี้ยว โดยทั่วไปหมายถึง ปิ่นปักผม เกี้ยวที่เจ้านายทรงใช้ เรียกว่า เกี้ยวยอด เพราะไม่ได้ออกแบบจากรูปร่างของปิ่น แต่นำรูปร่างของจุลมงกุฎมาเป็นหลักการออกแบบเป็นพระเกี้ยวยอด ดังนั้น พระเกี้ยวจึงมีดอกไม้ประจำยามและดอกไม้ไหวเป็นส่วนประกอบหลักขององค์ พระเกี้ยว


เนื่องจากคำว่า “จุฬาลงกรณ์” อันเป็นพระนามาภิไธยเดิมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่า “เครื่องประดับพระเศียร” เจ้านายที่ทรงพระเยาว์จะทรงใช้พระเกี้ยวยอดประดับพระเมาลี ในพระราชพิธีโสกันต์ พระเกี้ยวยอดนั้นเรียกอีกอย่างว่า “จุลมงกุฎ” ด้วยเหตุนี้จึงทรงใช้พระเกี้ยวหรือจุลมงกุฎเป็นพระราชลัญจกรประจำรัชกาล เมื่อเป็นพระราชลัญจกรจึงมีการออกแบบลวดลายงดงามสมพระเกียรติดังที่ปรากฏ


จากการศึกษาเรื่องพระเกี้ยวพบว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ออกแบบพระเกี้ยวสำหรับทรงใช้ในวาระสำคัญหลายอย่าง ข้อมูลเท่าที่ค้นพบพอจะจำแนกพระเกี้ยวที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ออกแบบมีอยู่ 11 กลุ่ม ดังต่อไปนี้


กลุ่มที่ 1 พระราชลัญจกร พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้มีอยู่ 3 แบบคือ


แบบที่ 1 พระเกี้ยวหรือจุลมงกุฎประดิษฐานบนเบาะ


แบบที่ 2 ทรงใช้ 2 แบบ คือ เมื่อทรงรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื้อปีพุทธศักราช 2411 เป็นพระเกี้ยวประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า ด้านล่างมีฉัตรอยู่ 2 ข้าง ถัดออกไปด้านขวาเป็นหนังสือบนพานแว่นฟ้า ด้านซ้ายเป็นแว่นขยายบนพานแว่นฟ้า เมื่อทรงรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ยังคงใช้แบบเดิมแต่ไม่มีหนังสือและแว่นขยาย


แบบที่ 3 ทรงใช้อาร์มแผ่นดิน เป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎ และจักรีประดิษฐานบนอาร์มเล็ก อยู่ตรงกลางของอาร์มใหญ่ มีช้างสามเศียรอยู่ข้างบน ด้านล่างมีกริชและช้าง กระบี่ไขว้ที่อาร์ม ด้านขวาและด้านซ้ายมีคชสีห์และราชสีห์ประคองฉัตร


กลุ่มที่ 2 พระปรมาภิไธยย่อ พระปรมาภิไธยย่อเป็นตัวอักษร จปร. อยู่ใต้พระมหาภิชัยมงกุฎ หรือพระเกี้ยวทรงใช้ทั้งสองแบบในวาระต่าง ๆ ตลอดรัชกาล


กลุ่มที่ 3 เครื่องราชูปโภค เป็นรูปพระเกี้ยวหรือจุลมงกุฎประดิษฐานบนเบาะ ทรงใช้เป็นเครื่องราชูปโภควางไว้บนโต๊ะด้านซ้ายของพระองค์ ส่วนด้านขวาเป็นเครื่องราชูปโภคอย่างตามแบบราชประเพณี


กลุ่มที่ 4 พระเกี้ยวสำหรับใช้ในพระราชพิธีโสกันต์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทรงใช้ประดับพระเมาลีในพระราชพิธีโสกันต์


กลุ่มที่ 5 เครื่องใช้ส่วนพระองค์ สมเด็จพระปิยมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้อัญเชิญพระเกี้ยวประดิษฐานบนเครื่องใช้ส่วนพระองค์ เช่น เครื่องแก้ว กรอบรูป ที่คั่นหนังสือ เครื่องสังคโลก โคมไฟติดรถยนต์พระที่นั่ง เป็นต้น


กลุ่มที่ 6 พัดรองหรือตาลปัตรสำหรับใช้ในพระราชพิธี ในบรรดาพระเกี้ยวหรือจุลมงกุฎที่สมเด็จพระปิยมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้นอย่างสวยงามและมีรูปแบบหลากหลายก็คือ พัดรองหรือตาลปัตรสำหรับถวายพระภิกษุที่ร่วมพระราชพิธีในวาระต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นเพราะมีสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงออกแบบหรือทรงควบคุมการออกแบบ


กลุ่มที่ 7 ตราประจำราชตระกูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ทางราชการออกแบบตราประจำราชตระกูลสำหรับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ตรานี้ทำเป็นแบบอาร์ม ลักษณะเด่นมี 2 แบบ คือ มีพระมหาพิชัยมงกุฎหรือพระเกี้ยวประดิษฐานบนอาร์ม ส่วนที่สำคัญคือพระเกี้ยว ซึ่งแสดงว่าเป็นพระราชโอรสสมเด็จพระปิยมหาราช ส่วนที่ 2 จะเป็นการแสดงความหมายตามพระนามของพระราชโอรส เช่น จักรกับตะบองสำหรับสายราชสกุลสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ หรือพระนามย่อ หรือสัญลักษณ์อื่น


กลุ่มที่ 8 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้อัญเชิญพระเกี้ยวประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 3 ตระกูล ได้แก่
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตน์วราภรณ์ ใช้ประดับสายสะพายและแถบแพร เหรียญสำหรับทั้งชายและหญิง
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ใช้ประดับสายสร้อยสังวาลย์ แถบแพร เหรียญสำหรับทั้งชายและหญิง
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศมงกุฎไทย ใช้ประดับสายสะพายและแถบแพร สำหรับทั้งชายและหญิง


กลุ่มที่ 9 เครื่องแบข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือน สมเด็จพระปิยมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้อัญเชิญพระเกี้ยวประดับบนยอดหมวกเครื่องแบบข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือน หมวกปีกใหญ่สีดำสำหรับผู้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีบรรดาศักดิ์ชั้นเจ้าพระยา นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประดับที่ดุมเสื้อ


กลุ่มที่ 10 พระเกี้ยวที่พระราชทานแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดทำขึ้นในวาระสำคัญของมหาวิทยาลัย พระเกี้ยวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ พระราชทานแก่บรรพสถาบันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่


ตราประจำชาด โดยปกติแล้วตราประจำชาดเป็นตราประจำตำแหน่งเสนาบดีกระทรวง สำหรับประทับตราลงบนเอกสารสำคัญของราชการ แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน พระบรมราชานุญาติเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พุทธศักราช 2445 ให้โรงเรียนมหาดเล็กมีสิทธิ์ใช้ตราประจำชาดสำหรับผู้บังคับการหรือผู้อำนวยการโรงเรียนมหาดเล็กและนายกสภากรรมการจัดการโรงเรียนมหาดเล็ก ตราประจำชาดเป็นรูปจุลมงกุฎหรือพระเกี้ยวประดิษฐานบนเบาะ ที่เบาะมีพู่ 3 พู่ และมีรัศมีออกจากพระเกี้ยวทั้ง 2 ข้าง มีกนกเปลวอยู่ด้านข้างพระเกี้ยวหรือจุลมงกุฎ ใต้พระเกี้ยวมีอักษรว่าโรงเรียนมหาดเล็ก ต่อมาเมื่อเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ต่อไป


ตราประจำโรงเรียน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาติให้ใช้พระเกี้ยวหรือจุลมงกุฎประดิษฐานบนเบาะเป็นตราประจำโรงเรียนสำหรับใช้เป็นตราหัวกระดาษ ซองจดหมาย ฯลฯ ตรานี้ยังคงใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน


เครื่องแบบพระราชทาน ตั้งแต่เป็นสำนักฝึกหัดข้าราชการพลเรือน จนถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักเรียนหรือนิสิตได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีสิทธิ์แต่งเครื่องแบบและเครื่องยศของนักเรียนโรงเรียนราชกุมาร (เครื่องแบบที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ออกแบบ ให้พระราชโอรสของพระองค์ทรงใช้เป็นฉลองพระองค์เครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนราชกุมาร เครื่องแบบดังกล่าวมีพระเกี้ยวประดับที่หน้าหมวก อินทรธนู และดุมเสื้อ


ดุมมหาดเล็ก เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนแล้ว นักเรียนไม่มีสิทธิ์ใช้เครื่องแบบอีกต่อไป ต่อมาเมื่อนักเรียนเก่าโรงเรียนออกรับราชการได้มีหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานของที่ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระคุณของครูอาจารย์ และโรงเรียน สมเด็จพระปิยะมหาราชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้อดีตนักเรียนโรงเรียนมหาดเล็กออกรับราชการ มีสิทธิ์ใช้ดุมมหาดเล็ก (ดุมเงินมีลายดุนพระเกี้ยว)


นอกจากโรงเรียนมหาดเล็กจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้อัญเชิญพระเกี้ยวมาเป็นตราประจำชาด ตราประจำโรงเรียนแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ แลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อัญเชิญพระเกี้ยวมาประดับเครื่องหมายเกียรติยศ 2 อย่าง คือ คุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะ มหาวิทยาลัย จึงสร้างพระเกี้ยวสำหรับประดับครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะมาจนถึงปัจจุบัน


สิ่งของที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอัญเชิญตราพระเกี้ยวมาประดับบนเครื่องแบบ ได้แก่ เน็คไท เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง สำหรับนิสิตและบัณฑิตผู้มีผลการเรียนเป็นเลิศหรือดีมาก โล่ ถ้วยรางวัล เครื่องหมายสามารถด้านกีฬา ซองที่ระลึกประกอบดวงตราไปรษณีย์ที่ออกในวาระพิเศษ


กลุ่มที่ 11 หน้าบันของโบสถ์ วิหาร และซุ้มประตูหน้าต่าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้อัญเชิญตราพระเกี้ยวประดับหน้าบันของโบสถ์ วิหารและซุ้มประตู หน้าต่างที่วัดซึ่งทรงสร้างประจำรัชกาล (วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม /และวัดเทพศิรินทราวาส) และวัดที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บูรณปฏิสังขรณ์ทั่วราชอาณาจักร


 

 
 
 

ประวัติความเป็นมา


บริการ


ข้อมูลอื่น ๆ

ประวัติจุฬาฯ


ข้อมูลจุฬาฯ ที่น่าสนใจ